เบญจรงค์ บ้านดอนไก่ดี

บ้านดอนไก่ดีได้สืบสารวัฒธรรมไทย ที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยตั่งแต่ในอดีต คือการเขียนลานเบญจรงค์บนเครื่องปั่นดินเผาและมีการสอนให้แก่คนรุ่นหลังอีกต่อไปด้วยเพื่อที่จะได้มีความเอกลักษณ์ของไทยต่อไปเลื่อยๆ

คุณอุไร แตงเอี่ยม เป็นประธานกลุ่มหมู่บ้าน เบญจรงค์ ดอนไก่ดีกล่าวถึงกลุ่มหมู่บ้านฯว่า เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ทำเครื่องเบญจรงค์  และทางราชการได้มีการส่งเสริมโดยการส่งผลงานของทางหมู่บ้านเข้าประกวด จนได้รับรางวัลหมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น แต่ด้านความพร้อมของหมู่บ้านในการผลิตเครื่องเบญจรงค์นั้นยังจำกัด เพราะหากมี Order จำนวนมากแล้วทางหมู่บ้านไม่สามารถผลิตได้ทันก็ต้องยกเลิกไป จึงได้คิดที่จะรวบรวมกลุ่มหัตถกรรมของหมู่บ้านขึ้น แต่เมื่อแก้ปัญหาด้วยการรวมกลุ่มกันทำ ตอนนี้สามารถรับได้ทั้งงานเล็กงานใหญ่ จึงส่งเสริมให้เกิดการกระจายทั้งงานและทั้งรายได้โดยทั่วถึงกัน ขั้นตอนการผลิตชิ้นงานเบญจรงค์ของชาวบ้านดอนไก่ดี เริ่มต้นด้วยการเลือกเครื่องปั้นขาวเนื้อดี แล้วนำมาเขียนลาย และลงสี ซึ่งลวดลายของที่นี่จะเป็นเรื่องราววิถีชีวิตแบบไทยๆ นับว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครจริงๆ ส่วนการลงสีนั้นก็มีทั้งแบบดั้งเดิมคือแบบมัน จนถึงรูปแบบใหม่ แบบนูนและด้าน จากนั้นนำเครื่องเบญจรงค์เข้าเตาเผา พิถีพิถันในการกำหนดอุณหภูมิ และควบคุมแม้กระทั่งไอร้อนที่ลอยระอุอยู่ภายในเตาความละเอียดและพิถีพิถัน ทั้งหมดนั้น กลายมาเป็นชิ้นงานศิลป์อันทรงคุณค่า จนได้รับคัดเลือกให้เป็นสุดยอด OTOPโดยปรากฏการณ์ครั้งนี้ทำให้เครื่องเบญจรงค์บ้านดอนไก่ดี เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น และสามารถกระจายขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศได้อย่างสวยงาม คุณอุไร กล่าวว่า ลายที่มีชื่อเสียงของหมู่บ้านมีทั้ง ลวดลายวิถีไทย, ลายประเพณีสงกรานต์และลายตลาดน้ำ ซึ่งทางกลุ่มเป็นผู้ริเริ่มทำก่อน จนสร้างชื่อเสียงเรื่องลายให้เป็นที่รู้จักกัน ในส่วนราคาสินค้า ราคาแพงที่สุดคือแจกันคู่ ตกคู่ละ 100,000 บาท สินค้าจะถูกแพงพิจารณาจากลวดลายในการเขียน , ความประณีตของงาน , ชนิดของวัสดุที่ใช้ และปริมาณของวัสดุที่ใช้ ส่วนชิ้นงานที่ได้รับรางวัลอาทิ เครื่องเบญจรงค์ชุดกาแฟ, ชุดแจกัน, ชุดโถ ประเภทรางวัลพวกเครื่องใช้ เช่นชุดพริกไทย , ชุดโตกใส่อาหารแบบไทยๆ สำหรับใครสนใจซื้อหาไว้ประดับบ้าน หรือ ให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เครื่องเบญจรงค์ถือว่าเป็นของขวัญที่มีคุณค่าแก่ผู้รับไม่น้อยเลย

เอกลักษณ์อันโดดเด่นของลวดลายที่ปรากฏอยู่บนเครื่อง เบญจรงค์ของที่นี่ กลายมาเป็นจุดดึงดูดที่น่าประทับใจต่อผู้คนที่พบเห็น เพราะนำเสนอเรื่องราววิถีชีวิตไทยฝากไว้บนเครื่องเบญจรงค์เป็นเอกลักษณ์ไม่ ซ้ำใครและไม่มีใครเหมือนผ่านฝีมืองานช่างที่ถ่ายทอดกันมานานนับสิบปีจากช่าง ฝีมือในบ้านดอนไก่ดีที่ถ่ายทอดวิชาความรู้สู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ทำให้เคล็ดลับอันล้ำค่าชั้นครูไม่เคยตายไปจากชุมชนแห่งนี้ คำว่า เบญจรงค์ นั้นแปลว่า ห้าสี ชามเบญจรงค์ จึงหมายถึง ชามที่เขียนด้วยสีห้าสี แต่ที่ปรากฎใช้มีสีตั้งแต่ 3 สี ขึ้นไปจนถึง 8 สี สีหลักได้แก่ แดง เหลือง ขาว ดำ เขียว หรือน้ำเงิน และสีอื่นๆ ได้แก่ ม่วง แสด น้ำตาล ฯลฯ เครื่องเบญจ

รงค์มีการพัฒนาด้านลวดลายอย่างเช่น ลายน้ำทอง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเครื่องเบญจรงค์ไทยที่ใช้สีทองนำมาตัดเส้นก่อให้ เกิดลวดลายที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ทรงคุณค่าและถือว่าเป็นมรดกของประเทศชาติ ที่น่าหวงแหนและอนุรักษ์

สำหรับ หมู่บ้านเบญจรงค์คอนไก่ดี หนึ่งในหมู่บ้านท่องเที่ยวOTOP เป็นกลุ่มอาชีพที่ทำเครื่องเบญจรงค์คุณภาพดี ที่นี่มีจุดกำเนิดมาจาก 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มดั้งเดิมที่เป็นตระกูลเก่าแก่เชื้อสายจีนอยู่ในเขตพื้นที่ ต. คลองมะเดื่อ ซึ่งทำเครื่องลายครามอยู่ก่อนแล้ว มาเริ่มเขียนเป็นลวดลายเบญจรงค์ในคราวหลัง และมีการแตกแขนงออกมาเป็นอีกหลายกลุ่มย่อย ส่วนอีกกลุ่มคือบรรดาลูกจ้างที่เคยทำงานอยู่ในโรงชาม หรือโรงงานเสถียรภาพ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตถ้วยชามขนาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันได้เลิกกิจการไปแล้ว ลูกจ้างที่มีฝีมือในการทำถ้วยชามเหล่านี้จึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มธุรกิจขนาด เล็กผลิตเครื่องถ้วยชามเขียนลายแบบอย่างเบญจรงค์พัฒนาฝีมือขึ้นมาเรื่อย ๆ และตั้งตัวเป็นกลุ่มหมู่บ้านเบญจรงค์ ต. ดอนไก่ดี ซึ่งได้เปิดเป็นศูนย์สาธิตเยี่ยมชมการผลิตเครื่องเบญจรงค์ดอนไก่ดี

หมู่ บ้านเบญจรงค์ที่นี่เคยได้รับรางวัล สินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว ในปี พ.ศ. 2546 ด้วยผลงานการผลิตเครื่องเบญจรงค์ที่หลากหลายลวดลายไม่ว่าจะเป็น ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายไม้เลื้อย ลายจักรี ลายประเพณีไทย ประเพณีสงกรานต์ ลายตลาดน้ำดำเนิน ลายดอกพิกุล ลายก้านแย่ง และลวดลายดอกไม้จีนต่างๆ ฯลฯ สีแบบต่างๆเช่น แบบด้าน แบบมัน แบบด้านนูนซึ่งหาได้ยากในปัจจุบันที่นี่ก็นำมาฟื้นฟู สามารถหาได้จากที่นี่แทบทั้งสิ้น นอกเหนือจากเครื่องเบญจรงค์ในขนาดมาตรฐานแล้วก็ยังมีการผลิตเครื่องเบญจรงค์ ขนาดจิ๋วออกมาเพื่อเป็นการเอาใจลูกค้าอีกด้วย ที่หมู่บ้านแห่งนี้นักท่องเที่ยวและลูกค้าที่สนใจสามารถ เลือกชมเลือกซื้อเครื่องเบญจรงค์ได้ ตามบ้านที่เปิดเป็นร้านค้าอยู่ตลอดสองข้างทาง ส่วนใหญ่คุณภาพจะอยู่ในระดับเดียวกันเนื้อดีฝีมือประณีต และยังมีการแสดงโชว์กรรมวิธีการผลิตสินค้าให้นักท่องเที่ยวได้ชมหากนักท่อง เที่ยวคนไหนสนใจอยากทำที่นี่เขาก็บริการโฮมสเตย์ให้ในราคาที่ไม่แพงคือคนไทย คนละ250 บาทชาวต่างชาติคนละ 600 บาทมีกิจกรรมให้ทำคือ การเขียนลายเครื่องเบญรงค์แถมยังได้ชิ้นงานตัวเองกลับบ้านอย่างภาคภูมิใจอีก ต่างหาก ขั้นตอนการผลิตชิ้นงานเบญจรงค์ของชาวบ้านดอนไก่ดี เริ่มต้นด้วยการเลือกเครื่องปั้นขาวเนื้อดี แล้วนำมาเขียนลาย และการลงสีนั้นก็มีทั้งแบบดั้งเดิมคือแบบมัน จนถึงรูปแบบใหม่ แบบนูนและด้าน จากนั้นนำเครื่องเบญจรงค์เข้าเตาเผา การอบในเตาเผานั้นก็ต้องอบที่อุณหภูมิ 800-1,200 องศา หรือใช้เวลาประมาณครึ่งวัน การอบสีหลังจากเขียนลวดลายแล้วจะนำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 800 ํC ใช้เวลาประมาณ 3 ชม. ซึ่งถ้าอุณหภูมิแรง และใช้เวลานานกว่านี้จะทำให้สีไม่สดอาจละลายได้ จึงมีข้อห้ามว่าก่อนจะนำเข้าเตาอบห้ามนำมือไปแตะต้องสีที่เขียนเคลือบไว้ เด็ดขาด ลวดลายที่สร้างชื่อเสียงให้กับหมูบ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี ก็มี ลวดลายวิถีไทย ลายประเพณีสงกรานต์และลายตลาดน้ำ ซึ่งทางกลุ่มเป็นผู้ริเริ่มทำก่อน จนสร้างชื่อเสียงเรื่องลายให้เป็นที่รู้จักกันส่วนสินค้าจะถูกหรือแพงนั้นก็ พิจารณาจากลวดลายในการเขียน ความประณีตของงาน ชนิดของวัสดุที่ใช้ และปริมาณของวัสดุที่ใช้ ส่วนชิ้นงานที่ได้รับรางวัลก็มีมากมายยกตัวอย่าง เช่น เครื่องเบญจรงค์ชุดกาแฟ ชุดแจกัน ชุดโถ ประเภทรางวัลพวกเครื่องใช้ เช่นชุดพริกไทย ชุดโตกใส่อาหารแบบไทยๆ ฯลฯ หมูหิน.คอม ขอแนะนำเพื่อนๆคนไหนสนใจอยากไปดูการทำเครื่องเบญจรงค์ซึ่งในปัจจุบันค่อน ข้างที่จะหาดูได้ยากหรือถ้าผ่านไปผ่านมาแถว ต. ดอนไก่ดี จังหวัดสมุทรสาคร ก็อย่าลืมแวะชมแวะอุดหนุนซื้อหาไว้ประดับบ้าน หรือเป็นของฝากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในช่วงเทศกาลปีใหม่หรืองานมงคลต่างๆได้นะ ครับ ของดีทรงคุณค่าอย่างเครื่องเบญจรงค์ถือว่าเป็นของขวัญที่มีคุณค่าแก่ผู้รับ ไม่น้อยเลย แถมยังได้ช่วยให้ศิลปะแขนงนี้ไม่เลือนหายไปจากประเทศเราอีกด้วยครับ

ประวัติ เครื่องเบญจรงค์ การทำเครื่องเบญจรงค์ถือได้ว่าเป็นงา นด้านศิลปหัตถกรรมของไทยที ่มีมา ตั้งแต่สมัยโบราณ และเป็นงานของช่างฝีมือที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในราชวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่แสดง ถึงลักษณะเฉพาะของไทย ในปัจจุบันมีการทำกันในหลายพื้นที่ทั่ว ทุกภาคของประเทศไทย และสามารถใช้ได้กับบุคคลทั่วไป เครื่องเบญจรงค์เป็นเครื่องถ้วยที่มีการลงสีที่พื้นและลวดลาย เป็นเครื่องปั้นดินเผาประเภท เซรามิคส์ (Ceramics) ใช้เนื้อดิน ประเภทพอร์ซเลน (Porcelain ware) โดยเป็นเครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เขียนลายด้วยวิธีลงยา หรือสีผสมเคลือบ (Enamel) เป็นง านที่มีต้น กำเนิดในประเทศจีน ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ในรัชสมัยพระเจ้าซวนเต๊อะ (พ.ศ. 1969-1978) สมัยราชวงศ์หมิง มีการผลิตครั้งแรก ในแคว้นกังไซ มณฑลเจียงซี (หรือที่คนไทยเรียกว่า กังไส) และพัฒนาต่อมาจนเป็นที่นิยมอย่างมากในสมัยพระเจ้าเฉิงฮั่ว (พ.ศ. 2008-2030) การเขียนลายตามแบบของจีนจะใช้ตั้งแต่ 3 สีขึ้นไป มีชื่อเรียกในภาษาจีนต่างๆกัน เช่น อู๋ไฉ่ โต้วไฉ่ เฝินไฉ่ และฝาหลั่งไฉ่ ส่วนที่เป็นของไทยนั้น จะนิยมลง 5 สีด้วยกัน คือ ขาว เหลือง ดำ แดง เขียว (คราม) จึงเรียกว่า เครื่องเบญจรงค์ หรือ 5 สี โดยทั้ง 5 สีนี้จัดได้ว่าเป็นแม่สีเครื่องถ้วยเบญจรงค์ของไทยและในบางครั้งอาจมีการใช้ สีมากกว่า 5 สีด้วย เช่น ชมพู ม่วง แสด และน้ำตาล ในอดีตใช้การสั่งทำ ที่ประเทศจีนตามความคิดและลวดลายของไทย การสั่งทำนั้นจะมีช่างของไทยเดินทางไปควบคุมการผลิตเพื่อให้ได้รูปล ักษณะที่เป็นแบบไทย เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ยุคที่ 3 ช่วงประมาณรัชสมัย พระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2173-2198)และสมเด็จพระนารายณ์มหาราช(พ.ศ. 2199-2231) ซึ่งตรงกับสมัยราชวงศ์หมิงตอนปลาย โดยเฉพาะใน สมัยพระเจ้าวั่นลี่ และต่อเนื่องจนถึงสมัยราชวงศ์ชิง การสั่งทำจากประเทศจีนในสมัยนั้นได้สั่งทำเป็นโถปริก และโถฝาขนาดกลาง เขียน เป็นลายกนก ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายเทพนม ลายนรสิงห์ และยังมีที่เป็นลวดลายของจีน เช่น ลายเทพนมจีน (เทวดาท้องพลุ้ย) มีพื้นสี ต่างๆ เช่น เหลือง ชมพู ม่วงอ่อน เครื่องถ้วยเบญจรงค์ของไทยมีทั้งสั่งทำที่เมืองจิงเต๋อเจิ้น และจากเตาเผาที่มณฑลฝูเจี้ยนและ กวางตุ้ง เครื่องเบญจรงค์ที่สั่งทำจากเมืองจิงเต๋อเจิ้น มักเป็นของใช้ในราชสำนักเพราะเนื้อดินปั้นละเอียด แกร่ง และช่างมี ฝีมือดี เขียนลายได้ละเอียดสวยงาม ส่วนเครื่องถ้วยลายน้ำทอง จะเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่เขียนลายด้วยวิธีลงยาเช่น เดียวกันกับเครื่องเบญจรงค์ แต่จะใช้สีทองที่ทำจากทองคำ ในอดีตเริ่มต้นมาจากการสั่งทำจากประ เทศจีนเช่นเดียวกัน โดยลายน้ำทองนี้ นิยมในประเทศจีน ในสมัยราชวงศ์ชิง ใน รัชสมัยของพระเจ้า คังซี (พ.ศ. 2205-2266) และพระเจ้าหย่งเจิ้น (พ.ศ. 2266-2279) ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จ พระนารายณ์มหาราชจนถึงรัชสมัยพระเจ้าท้ายสระซึ่งในสมัยนี้มีการสั่งทำ เครื่องถ้วยลายน้ำทอง จากประเทศญี่ปุ่นด้วย เครื่องถ้วยลายน้ำทองได้รับความนิยมมากในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ประวัติการทำเครื่องเบญจรงค์ในประเทศไทยการทำ เครื่องเบญจรงค์ ถือได้ว่า เป็นงานด้านศิลปหัตถกรรมของไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เครื่องถ้วยเบญจรงค์ของไทยในอดีตใช้การสั่งทำที่ประเทศจีนตามความคิดและลวด ลายของไทย การสั่งทำนั้นจะมีช่างของไทยเดินทางไปควบคุมการผลิตเพื่อให้ได้รูปลักษณะที่ เป็นแบบไทย สมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 เครื่องถ้วยเบญจรงค์ของราชวงศ์ไทยชั้นสูงได้สั่งทำที่เมืองจิงเต๋อเจิ้น และจากเตาเผาที่มณฑลฝูเจี้ยนและกวางตุ้ง เครื่องเบญจรงค์ที่สั่งทำจากเมืองจิงเต๋อเจิ้น มักเป็นของใช้ในราชสำนักเพราะเนื้อดินปั้นละเอียด แกร่ง และช่างมีฝีมือดี เขียนลายได้ละเอียดสวยงาม ต้นกำเนิดของเครื่องเบญจรงค์ได้ใช้สีวาดระบายเพียง 3 สี ต่อมาได้พัฒนาเครื่องเบญจรงค์มี 5 สี คือ สีขาว สีเหลือง สีดำ สีแดง และสีเขียว ( คราม ) ดังนั้น ชื่อที่เรียกว่า “ เบญจรงค์ ” หมายถึง เครื่องเคลือบที่มีการวาดสีลงไป 5 สี ปัจจุบันมีการใช้สีมากกว่า 30 สี เครื่องเบญจรงค์มีการออกแบบลวดลายต่าง ๆ ด้วยการวาดสี 5 สี ลวดลายที่เป็นที่รู้จักได้แก่ ลายกนก ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายเทพพนม ลายนรสิงห์ รวมตลอดถึงลวดลาย

ดอกไม้ ลายสัตว์ และลวดลายจากเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น ลวดลายที่วาดลงในเครื่องเบญจรงค์ สะท้อนถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน มีวัฒนธรรม ตามความเชื่อของไทย และวิถีชีวิตของคนไทยส่วนเครื่องถ้วยลายน้ำทอง จะเป็นเครื่องปั้นดินเผา ที่เขียนลายด้วยวิธีลงยา เช่นเดียวกันกับเครื่องเบญจรงค์ แต่จะใช้สีทองที่ทำจากทองคำ เครื่องถ้วยลายน้ำทอง ได้รับความนิยมมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มต้นมาจากการสั่งทำเครื่องถ้วยลายน้ำทองจากประเทศจีน และผลิตภัณฑ์ที่ยังมีการนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น เครื่องถ้วยเบญจรงค์ และลายน้ำทอง มีการปรับปรุง และคิดค้นรูปแบบ และลวดลายใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย เช่น ชามทรงบัว ภายในเคลือบขาว หรือเขียวน้ำทะเล ไม่มีลวดลาย สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้มีวิวัฒนาการสืบต่อจากแบบลวดลายในอดีต โถรูปทรงต่าง ๆ มีลวดลายที่น่าสนใจ เช่น ลายราชสีห์ ครุฑ นรสิงห์ กินรี หนุมาน ประกอบร่วมกับลายกนกเปลว และลายก้านขด สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีในรัชกาลที่ 2 ( พ . ศ . 2352) ทรงเป็นผู้ส่งเสริมที่สำคัญในการใช้เครื่องถ้วยลายน้ำทองจนเป็นที่นิยมในราช สำนัก มีการเขียนลายกนก ลายดอกไม้ ลายเครือเถา ลายประจำยาม ลายครุฑ ลายกินรี ลายเทวดา ลายยักษ์ ตลอดจน สัตว์ในหิมพานต์และลายสัตว์จริงได้ถูกผูกเป็นลายลงบนเครื่องถ้วยลายน้ำทอง และลายที่นิยมกันมากในสมัยนั้น คือ ลายดอกกุหลาบ ดอกโบตั๋น และดอกไม้สี่ฤดูซึ่งเป็นดอกไม้มงคล จากการศึกษาวิจัยค้นพบหลักฐานว่าในสมัยรัชกาลที่ 2 มีครอบครัวลาวเวียงจันทร์ และลาวพวน อพยพมาตั้งบ้านเรือนในพระราชอาณาจักร โดยเฉพาะที่เมืองฉะเชิงเทรา ได้มีการพระราชทานชามเบญจรงค์ให้กับมูลนายลาว เครื่องเบญจรงค์ลวดลายเทพพนม นิยมใช้ในพิธีบูชาเทวดา เรียกว่า เครื่องเบญจรงค์บายศรีปากชาม ซึ่งเป็นลักษณะชามเครื่องเบญจรงค์ที่ใช้รองบายศรี สำหรับเครื่องเบญจรงค์ที่มีลาดลายจีนที่นิยมต่อ ๆ มา เช่น ลวดลายดอกไม้สี่ฤดู ลายผีเสื้อ ลายค้างคาว ลายแมลงปอ ลายดอกพุดตาน และลายอื่น ๆ รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เครื่องเบญจรงค์ได้มีการผลิตในประเทศญี่ปุ่นและส่งมาขายในประเทศไทย แต่ไม่เป็นที่แพร่หลายเพราะไม่ได้รับความนิยม จึงมีจำหน่ายในช่วงเวลาสั้น และนักสะสมเครื่องเบญจรงค์ในระยะนั้นเรียกว่า “ เครื่องถ้วยเบญจรงค์ญี่ปุ่น ” ปัจจุบันเครื่องเบญจรงค์ได้กลับมาสู่ความนิยม ชาวไทยและชาวต่างประเทศได้ใช้เครื่องเบญจรงค์เป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้าน เครื่องเบญจรงค์ถือเป็นของที่ระลึกและของขวัญที่มีความเป็นเอกลักษณ์สวยงาม หรูหรา และมีคุณค่าสูงสำหรับจะใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น ของขวัญวันแต่งงาน