Latest Entries »

บรรยากาศในการทำงาน

รูปนี้คือรูปคุณป้าที่กำลังเขียนลายเบญจรงค์อยู่ คนที่มาเขียนลายต้องใช้ความสามารถเป็นอย่างมากและต้องมีสมาธิที่ดีอีกด้วย

เบญจรงค์ บ้านดอนไก่ดี

บ้านดอนไก่ดีได้สืบสารวัฒธรรมไทย ที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยตั่งแต่ในอดีต คือการเขียนลานเบญจรงค์บนเครื่องปั่นดินเผาและมีการสอนให้แก่คนรุ่นหลังอีกต่อไปด้วยเพื่อที่จะได้มีความเอกลักษณ์ของไทยต่อไปเลื่อยๆ

คุณอุไร แตงเอี่ยม เป็นประธานกลุ่มหมู่บ้าน เบญจรงค์ ดอนไก่ดีกล่าวถึงกลุ่มหมู่บ้านฯว่า เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ทำเครื่องเบญจรงค์  และทางราชการได้มีการส่งเสริมโดยการส่งผลงานของทางหมู่บ้านเข้าประกวด จนได้รับรางวัลหมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น แต่ด้านความพร้อมของหมู่บ้านในการผลิตเครื่องเบญจรงค์นั้นยังจำกัด เพราะหากมี Order จำนวนมากแล้วทางหมู่บ้านไม่สามารถผลิตได้ทันก็ต้องยกเลิกไป จึงได้คิดที่จะรวบรวมกลุ่มหัตถกรรมของหมู่บ้านขึ้น แต่เมื่อแก้ปัญหาด้วยการรวมกลุ่มกันทำ ตอนนี้สามารถรับได้ทั้งงานเล็กงานใหญ่ จึงส่งเสริมให้เกิดการกระจายทั้งงานและทั้งรายได้โดยทั่วถึงกัน ขั้นตอนการผลิตชิ้นงานเบญจรงค์ของชาวบ้านดอนไก่ดี เริ่มต้นด้วยการเลือกเครื่องปั้นขาวเนื้อดี แล้วนำมาเขียนลาย และลงสี ซึ่งลวดลายของที่นี่จะเป็นเรื่องราววิถีชีวิตแบบไทยๆ นับว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครจริงๆ ส่วนการลงสีนั้นก็มีทั้งแบบดั้งเดิมคือแบบมัน จนถึงรูปแบบใหม่ แบบนูนและด้าน จากนั้นนำเครื่องเบญจรงค์เข้าเตาเผา พิถีพิถันในการกำหนดอุณหภูมิ และควบคุมแม้กระทั่งไอร้อนที่ลอยระอุอยู่ภายในเตาความละเอียดและพิถีพิถัน ทั้งหมดนั้น กลายมาเป็นชิ้นงานศิลป์อันทรงคุณค่า จนได้รับคัดเลือกให้เป็นสุดยอด OTOPโดยปรากฏการณ์ครั้งนี้ทำให้เครื่องเบญจรงค์บ้านดอนไก่ดี เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น และสามารถกระจายขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศได้อย่างสวยงาม คุณอุไร กล่าวว่า ลายที่มีชื่อเสียงของหมู่บ้านมีทั้ง ลวดลายวิถีไทย, ลายประเพณีสงกรานต์และลายตลาดน้ำ ซึ่งทางกลุ่มเป็นผู้ริเริ่มทำก่อน จนสร้างชื่อเสียงเรื่องลายให้เป็นที่รู้จักกัน ในส่วนราคาสินค้า ราคาแพงที่สุดคือแจกันคู่ ตกคู่ละ 100,000 บาท สินค้าจะถูกแพงพิจารณาจากลวดลายในการเขียน , ความประณีตของงาน , ชนิดของวัสดุที่ใช้ และปริมาณของวัสดุที่ใช้ ส่วนชิ้นงานที่ได้รับรางวัลอาทิ เครื่องเบญจรงค์ชุดกาแฟ, ชุดแจกัน, ชุดโถ ประเภทรางวัลพวกเครื่องใช้ เช่นชุดพริกไทย , ชุดโตกใส่อาหารแบบไทยๆ สำหรับใครสนใจซื้อหาไว้ประดับบ้าน หรือ ให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เครื่องเบญจรงค์ถือว่าเป็นของขวัญที่มีคุณค่าแก่ผู้รับไม่น้อยเลย

เอกลักษณ์อันโดดเด่นของลวดลายที่ปรากฏอยู่บนเครื่อง เบญจรงค์ของที่นี่ กลายมาเป็นจุดดึงดูดที่น่าประทับใจต่อผู้คนที่พบเห็น เพราะนำเสนอเรื่องราววิถีชีวิตไทยฝากไว้บนเครื่องเบญจรงค์เป็นเอกลักษณ์ไม่ ซ้ำใครและไม่มีใครเหมือนผ่านฝีมืองานช่างที่ถ่ายทอดกันมานานนับสิบปีจากช่าง ฝีมือในบ้านดอนไก่ดีที่ถ่ายทอดวิชาความรู้สู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ทำให้เคล็ดลับอันล้ำค่าชั้นครูไม่เคยตายไปจากชุมชนแห่งนี้ คำว่า เบญจรงค์ นั้นแปลว่า ห้าสี ชามเบญจรงค์ จึงหมายถึง ชามที่เขียนด้วยสีห้าสี แต่ที่ปรากฎใช้มีสีตั้งแต่ 3 สี ขึ้นไปจนถึง 8 สี สีหลักได้แก่ แดง เหลือง ขาว ดำ เขียว หรือน้ำเงิน และสีอื่นๆ ได้แก่ ม่วง แสด น้ำตาล ฯลฯ เครื่องเบญจ

รงค์มีการพัฒนาด้านลวดลายอย่างเช่น ลายน้ำทอง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเครื่องเบญจรงค์ไทยที่ใช้สีทองนำมาตัดเส้นก่อให้ เกิดลวดลายที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ทรงคุณค่าและถือว่าเป็นมรดกของประเทศชาติ ที่น่าหวงแหนและอนุรักษ์

สำหรับ หมู่บ้านเบญจรงค์คอนไก่ดี หนึ่งในหมู่บ้านท่องเที่ยวOTOP เป็นกลุ่มอาชีพที่ทำเครื่องเบญจรงค์คุณภาพดี ที่นี่มีจุดกำเนิดมาจาก 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มดั้งเดิมที่เป็นตระกูลเก่าแก่เชื้อสายจีนอยู่ในเขตพื้นที่ ต. คลองมะเดื่อ ซึ่งทำเครื่องลายครามอยู่ก่อนแล้ว มาเริ่มเขียนเป็นลวดลายเบญจรงค์ในคราวหลัง และมีการแตกแขนงออกมาเป็นอีกหลายกลุ่มย่อย ส่วนอีกกลุ่มคือบรรดาลูกจ้างที่เคยทำงานอยู่ในโรงชาม หรือโรงงานเสถียรภาพ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตถ้วยชามขนาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันได้เลิกกิจการไปแล้ว ลูกจ้างที่มีฝีมือในการทำถ้วยชามเหล่านี้จึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มธุรกิจขนาด เล็กผลิตเครื่องถ้วยชามเขียนลายแบบอย่างเบญจรงค์พัฒนาฝีมือขึ้นมาเรื่อย ๆ และตั้งตัวเป็นกลุ่มหมู่บ้านเบญจรงค์ ต. ดอนไก่ดี ซึ่งได้เปิดเป็นศูนย์สาธิตเยี่ยมชมการผลิตเครื่องเบญจรงค์ดอนไก่ดี

หมู่ บ้านเบญจรงค์ที่นี่เคยได้รับรางวัล สินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว ในปี พ.ศ. 2546 ด้วยผลงานการผลิตเครื่องเบญจรงค์ที่หลากหลายลวดลายไม่ว่าจะเป็น ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายไม้เลื้อย ลายจักรี ลายประเพณีไทย ประเพณีสงกรานต์ ลายตลาดน้ำดำเนิน ลายดอกพิกุล ลายก้านแย่ง และลวดลายดอกไม้จีนต่างๆ ฯลฯ สีแบบต่างๆเช่น แบบด้าน แบบมัน แบบด้านนูนซึ่งหาได้ยากในปัจจุบันที่นี่ก็นำมาฟื้นฟู สามารถหาได้จากที่นี่แทบทั้งสิ้น นอกเหนือจากเครื่องเบญจรงค์ในขนาดมาตรฐานแล้วก็ยังมีการผลิตเครื่องเบญจรงค์ ขนาดจิ๋วออกมาเพื่อเป็นการเอาใจลูกค้าอีกด้วย ที่หมู่บ้านแห่งนี้นักท่องเที่ยวและลูกค้าที่สนใจสามารถ เลือกชมเลือกซื้อเครื่องเบญจรงค์ได้ ตามบ้านที่เปิดเป็นร้านค้าอยู่ตลอดสองข้างทาง ส่วนใหญ่คุณภาพจะอยู่ในระดับเดียวกันเนื้อดีฝีมือประณีต และยังมีการแสดงโชว์กรรมวิธีการผลิตสินค้าให้นักท่องเที่ยวได้ชมหากนักท่อง เที่ยวคนไหนสนใจอยากทำที่นี่เขาก็บริการโฮมสเตย์ให้ในราคาที่ไม่แพงคือคนไทย คนละ250 บาทชาวต่างชาติคนละ 600 บาทมีกิจกรรมให้ทำคือ การเขียนลายเครื่องเบญรงค์แถมยังได้ชิ้นงานตัวเองกลับบ้านอย่างภาคภูมิใจอีก ต่างหาก ขั้นตอนการผลิตชิ้นงานเบญจรงค์ของชาวบ้านดอนไก่ดี เริ่มต้นด้วยการเลือกเครื่องปั้นขาวเนื้อดี แล้วนำมาเขียนลาย และการลงสีนั้นก็มีทั้งแบบดั้งเดิมคือแบบมัน จนถึงรูปแบบใหม่ แบบนูนและด้าน จากนั้นนำเครื่องเบญจรงค์เข้าเตาเผา การอบในเตาเผานั้นก็ต้องอบที่อุณหภูมิ 800-1,200 องศา หรือใช้เวลาประมาณครึ่งวัน การอบสีหลังจากเขียนลวดลายแล้วจะนำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 800 ํC ใช้เวลาประมาณ 3 ชม. ซึ่งถ้าอุณหภูมิแรง และใช้เวลานานกว่านี้จะทำให้สีไม่สดอาจละลายได้ จึงมีข้อห้ามว่าก่อนจะนำเข้าเตาอบห้ามนำมือไปแตะต้องสีที่เขียนเคลือบไว้ เด็ดขาด ลวดลายที่สร้างชื่อเสียงให้กับหมูบ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี ก็มี ลวดลายวิถีไทย ลายประเพณีสงกรานต์และลายตลาดน้ำ ซึ่งทางกลุ่มเป็นผู้ริเริ่มทำก่อน จนสร้างชื่อเสียงเรื่องลายให้เป็นที่รู้จักกันส่วนสินค้าจะถูกหรือแพงนั้นก็ พิจารณาจากลวดลายในการเขียน ความประณีตของงาน ชนิดของวัสดุที่ใช้ และปริมาณของวัสดุที่ใช้ ส่วนชิ้นงานที่ได้รับรางวัลก็มีมากมายยกตัวอย่าง เช่น เครื่องเบญจรงค์ชุดกาแฟ ชุดแจกัน ชุดโถ ประเภทรางวัลพวกเครื่องใช้ เช่นชุดพริกไทย ชุดโตกใส่อาหารแบบไทยๆ ฯลฯ หมูหิน.คอม ขอแนะนำเพื่อนๆคนไหนสนใจอยากไปดูการทำเครื่องเบญจรงค์ซึ่งในปัจจุบันค่อน ข้างที่จะหาดูได้ยากหรือถ้าผ่านไปผ่านมาแถว ต. ดอนไก่ดี จังหวัดสมุทรสาคร ก็อย่าลืมแวะชมแวะอุดหนุนซื้อหาไว้ประดับบ้าน หรือเป็นของฝากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในช่วงเทศกาลปีใหม่หรืองานมงคลต่างๆได้นะ ครับ ของดีทรงคุณค่าอย่างเครื่องเบญจรงค์ถือว่าเป็นของขวัญที่มีคุณค่าแก่ผู้รับ ไม่น้อยเลย แถมยังได้ช่วยให้ศิลปะแขนงนี้ไม่เลือนหายไปจากประเทศเราอีกด้วยครับ

ประวัติ เครื่องเบญจรงค์ การทำเครื่องเบญจรงค์ถือได้ว่าเป็นงา นด้านศิลปหัตถกรรมของไทยที ่มีมา ตั้งแต่สมัยโบราณ และเป็นงานของช่างฝีมือที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในราชวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่แสดง ถึงลักษณะเฉพาะของไทย ในปัจจุบันมีการทำกันในหลายพื้นที่ทั่ว ทุกภาคของประเทศไทย และสามารถใช้ได้กับบุคคลทั่วไป เครื่องเบญจรงค์เป็นเครื่องถ้วยที่มีการลงสีที่พื้นและลวดลาย เป็นเครื่องปั้นดินเผาประเภท เซรามิคส์ (Ceramics) ใช้เนื้อดิน ประเภทพอร์ซเลน (Porcelain ware) โดยเป็นเครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เขียนลายด้วยวิธีลงยา หรือสีผสมเคลือบ (Enamel) เป็นง านที่มีต้น กำเนิดในประเทศจีน ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ในรัชสมัยพระเจ้าซวนเต๊อะ (พ.ศ. 1969-1978) สมัยราชวงศ์หมิง มีการผลิตครั้งแรก ในแคว้นกังไซ มณฑลเจียงซี (หรือที่คนไทยเรียกว่า กังไส) และพัฒนาต่อมาจนเป็นที่นิยมอย่างมากในสมัยพระเจ้าเฉิงฮั่ว (พ.ศ. 2008-2030) การเขียนลายตามแบบของจีนจะใช้ตั้งแต่ 3 สีขึ้นไป มีชื่อเรียกในภาษาจีนต่างๆกัน เช่น อู๋ไฉ่ โต้วไฉ่ เฝินไฉ่ และฝาหลั่งไฉ่ ส่วนที่เป็นของไทยนั้น จะนิยมลง 5 สีด้วยกัน คือ ขาว เหลือง ดำ แดง เขียว (คราม) จึงเรียกว่า เครื่องเบญจรงค์ หรือ 5 สี โดยทั้ง 5 สีนี้จัดได้ว่าเป็นแม่สีเครื่องถ้วยเบญจรงค์ของไทยและในบางครั้งอาจมีการใช้ สีมากกว่า 5 สีด้วย เช่น ชมพู ม่วง แสด และน้ำตาล ในอดีตใช้การสั่งทำ ที่ประเทศจีนตามความคิดและลวดลายของไทย การสั่งทำนั้นจะมีช่างของไทยเดินทางไปควบคุมการผลิตเพื่อให้ได้รูปล ักษณะที่เป็นแบบไทย เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ยุคที่ 3 ช่วงประมาณรัชสมัย พระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2173-2198)และสมเด็จพระนารายณ์มหาราช(พ.ศ. 2199-2231) ซึ่งตรงกับสมัยราชวงศ์หมิงตอนปลาย โดยเฉพาะใน สมัยพระเจ้าวั่นลี่ และต่อเนื่องจนถึงสมัยราชวงศ์ชิง การสั่งทำจากประเทศจีนในสมัยนั้นได้สั่งทำเป็นโถปริก และโถฝาขนาดกลาง เขียน เป็นลายกนก ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายเทพนม ลายนรสิงห์ และยังมีที่เป็นลวดลายของจีน เช่น ลายเทพนมจีน (เทวดาท้องพลุ้ย) มีพื้นสี ต่างๆ เช่น เหลือง ชมพู ม่วงอ่อน เครื่องถ้วยเบญจรงค์ของไทยมีทั้งสั่งทำที่เมืองจิงเต๋อเจิ้น และจากเตาเผาที่มณฑลฝูเจี้ยนและ กวางตุ้ง เครื่องเบญจรงค์ที่สั่งทำจากเมืองจิงเต๋อเจิ้น มักเป็นของใช้ในราชสำนักเพราะเนื้อดินปั้นละเอียด แกร่ง และช่างมี ฝีมือดี เขียนลายได้ละเอียดสวยงาม ส่วนเครื่องถ้วยลายน้ำทอง จะเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่เขียนลายด้วยวิธีลงยาเช่น เดียวกันกับเครื่องเบญจรงค์ แต่จะใช้สีทองที่ทำจากทองคำ ในอดีตเริ่มต้นมาจากการสั่งทำจากประ เทศจีนเช่นเดียวกัน โดยลายน้ำทองนี้ นิยมในประเทศจีน ในสมัยราชวงศ์ชิง ใน รัชสมัยของพระเจ้า คังซี (พ.ศ. 2205-2266) และพระเจ้าหย่งเจิ้น (พ.ศ. 2266-2279) ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จ พระนารายณ์มหาราชจนถึงรัชสมัยพระเจ้าท้ายสระซึ่งในสมัยนี้มีการสั่งทำ เครื่องถ้วยลายน้ำทอง จากประเทศญี่ปุ่นด้วย เครื่องถ้วยลายน้ำทองได้รับความนิยมมากในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ประวัติการทำเครื่องเบญจรงค์ในประเทศไทยการทำ เครื่องเบญจรงค์ ถือได้ว่า เป็นงานด้านศิลปหัตถกรรมของไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เครื่องถ้วยเบญจรงค์ของไทยในอดีตใช้การสั่งทำที่ประเทศจีนตามความคิดและลวด ลายของไทย การสั่งทำนั้นจะมีช่างของไทยเดินทางไปควบคุมการผลิตเพื่อให้ได้รูปลักษณะที่ เป็นแบบไทย สมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 เครื่องถ้วยเบญจรงค์ของราชวงศ์ไทยชั้นสูงได้สั่งทำที่เมืองจิงเต๋อเจิ้น และจากเตาเผาที่มณฑลฝูเจี้ยนและกวางตุ้ง เครื่องเบญจรงค์ที่สั่งทำจากเมืองจิงเต๋อเจิ้น มักเป็นของใช้ในราชสำนักเพราะเนื้อดินปั้นละเอียด แกร่ง และช่างมีฝีมือดี เขียนลายได้ละเอียดสวยงาม ต้นกำเนิดของเครื่องเบญจรงค์ได้ใช้สีวาดระบายเพียง 3 สี ต่อมาได้พัฒนาเครื่องเบญจรงค์มี 5 สี คือ สีขาว สีเหลือง สีดำ สีแดง และสีเขียว ( คราม ) ดังนั้น ชื่อที่เรียกว่า “ เบญจรงค์ ” หมายถึง เครื่องเคลือบที่มีการวาดสีลงไป 5 สี ปัจจุบันมีการใช้สีมากกว่า 30 สี เครื่องเบญจรงค์มีการออกแบบลวดลายต่าง ๆ ด้วยการวาดสี 5 สี ลวดลายที่เป็นที่รู้จักได้แก่ ลายกนก ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายเทพพนม ลายนรสิงห์ รวมตลอดถึงลวดลาย

ดอกไม้ ลายสัตว์ และลวดลายจากเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น ลวดลายที่วาดลงในเครื่องเบญจรงค์ สะท้อนถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน มีวัฒนธรรม ตามความเชื่อของไทย และวิถีชีวิตของคนไทยส่วนเครื่องถ้วยลายน้ำทอง จะเป็นเครื่องปั้นดินเผา ที่เขียนลายด้วยวิธีลงยา เช่นเดียวกันกับเครื่องเบญจรงค์ แต่จะใช้สีทองที่ทำจากทองคำ เครื่องถ้วยลายน้ำทอง ได้รับความนิยมมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มต้นมาจากการสั่งทำเครื่องถ้วยลายน้ำทองจากประเทศจีน และผลิตภัณฑ์ที่ยังมีการนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น เครื่องถ้วยเบญจรงค์ และลายน้ำทอง มีการปรับปรุง และคิดค้นรูปแบบ และลวดลายใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย เช่น ชามทรงบัว ภายในเคลือบขาว หรือเขียวน้ำทะเล ไม่มีลวดลาย สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้มีวิวัฒนาการสืบต่อจากแบบลวดลายในอดีต โถรูปทรงต่าง ๆ มีลวดลายที่น่าสนใจ เช่น ลายราชสีห์ ครุฑ นรสิงห์ กินรี หนุมาน ประกอบร่วมกับลายกนกเปลว และลายก้านขด สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีในรัชกาลที่ 2 ( พ . ศ . 2352) ทรงเป็นผู้ส่งเสริมที่สำคัญในการใช้เครื่องถ้วยลายน้ำทองจนเป็นที่นิยมในราช สำนัก มีการเขียนลายกนก ลายดอกไม้ ลายเครือเถา ลายประจำยาม ลายครุฑ ลายกินรี ลายเทวดา ลายยักษ์ ตลอดจน สัตว์ในหิมพานต์และลายสัตว์จริงได้ถูกผูกเป็นลายลงบนเครื่องถ้วยลายน้ำทอง และลายที่นิยมกันมากในสมัยนั้น คือ ลายดอกกุหลาบ ดอกโบตั๋น และดอกไม้สี่ฤดูซึ่งเป็นดอกไม้มงคล จากการศึกษาวิจัยค้นพบหลักฐานว่าในสมัยรัชกาลที่ 2 มีครอบครัวลาวเวียงจันทร์ และลาวพวน อพยพมาตั้งบ้านเรือนในพระราชอาณาจักร โดยเฉพาะที่เมืองฉะเชิงเทรา ได้มีการพระราชทานชามเบญจรงค์ให้กับมูลนายลาว เครื่องเบญจรงค์ลวดลายเทพพนม นิยมใช้ในพิธีบูชาเทวดา เรียกว่า เครื่องเบญจรงค์บายศรีปากชาม ซึ่งเป็นลักษณะชามเครื่องเบญจรงค์ที่ใช้รองบายศรี สำหรับเครื่องเบญจรงค์ที่มีลาดลายจีนที่นิยมต่อ ๆ มา เช่น ลวดลายดอกไม้สี่ฤดู ลายผีเสื้อ ลายค้างคาว ลายแมลงปอ ลายดอกพุดตาน และลายอื่น ๆ รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เครื่องเบญจรงค์ได้มีการผลิตในประเทศญี่ปุ่นและส่งมาขายในประเทศไทย แต่ไม่เป็นที่แพร่หลายเพราะไม่ได้รับความนิยม จึงมีจำหน่ายในช่วงเวลาสั้น และนักสะสมเครื่องเบญจรงค์ในระยะนั้นเรียกว่า “ เครื่องถ้วยเบญจรงค์ญี่ปุ่น ” ปัจจุบันเครื่องเบญจรงค์ได้กลับมาสู่ความนิยม ชาวไทยและชาวต่างประเทศได้ใช้เครื่องเบญจรงค์เป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้าน เครื่องเบญจรงค์ถือเป็นของที่ระลึกและของขวัญที่มีความเป็นเอกลักษณ์สวยงาม หรูหรา และมีคุณค่าสูงสำหรับจะใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น ของขวัญวันแต่งงาน

ส่วนผสมหลัก

เนื้อปลาช่อน 1 ถ้วย (250 กรัม)

น้ำพริกแกงเผ็ด (50 กรัม)

กระชาย (20 กรัม)

กะทิกล่อง (200 กรัม)

น้ำปลาอย่างดี (5 กรัม)

ไข่ไก่ (30 กรัม)

ใบยอ(ไม่รวมเส้นกลางใบ) (60 กรัม)

ใบมะกรูดหั่นฝอย (1 กรัม)

พริกชี้ฟ้าแดงหั่นฝอย (1 กรัม)

กะทิสำหรับราดหน้าห่อหมก 

กะทิ (75 กรัม)

แป้งข้าวเจ้า (2 กรัม)

วิธีทำ

โขลกกระชายให้ละเอียดผสมกับน้ำพริกแกงเผ็ด คนให้เข้ากัน

ผสมน้ำพริกกับกะทิ ? ถ้วย แล้วใส่เนื้อปลาช่อน หั่นชิ้นลงคลุก ระหว่างนั้นให้เติมกะทิทีละน้อยจนหมด ปรุงรสด้วยน้ำปลา ตอกไข่ลงคนให้ส่วนผสมข้นดี

รองก้นกระทงด้วยใส่ใบยอ 6 กรัม แล้วจึงตักส่วนผสมของปลาและเครื่องแกง 55 กรัม (โดยเป็นเนื้อปลา 35 กรัม น้ำหนักที่เหลือเป็นเครื่องแกง)

เตรียมกะทิหยอดหน้าห่อหมก โดยละลายแป้งข้าวเจ้าในกะทิที่เตรียมไว้ จนเป็นเนื้อเดียวกัน นำขึ้นตั้งไฟอ่อน ใช้เวลา 4 นาที คนจนข้น

ตั้งลังถึง ต้มน้ำให้เดือด จากนั้นจึงใส่กระทงห่อหมก นึ่งนาน15 นาที ยกลง

หยอดหัวกะทิหน้าห่อหมก 1/4 ช้อนชา (ประมาณ 24 กรัม) โรยใบมะกรูด พริกแดง แล้วนึ่งต่ออีก 2-3 นาที

ยำถั่วพลูไข่ต้ม

ถั่วพลู 300 กรัม ต้มทั้งฝักแล้วหั่นขวาง
กุ้งสด 80 กรัม
น้ำมะขาม 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปิ๊บ 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ
มะพร้าวคั่ว 1/3 ถ้วยตวง
หัวกะทิ 1/4 ถ้วยตวง ต้มกับกุ้งให้สุก
หอมเจียว 4 ช้อนโต๊ะ ใส่น้ำยำ และโรยหน้า
ไข่ต้ม 2 ฟอง ต้มสุกหั่นแว่น
ไก่ต้ม 1/4 ถ้วยตวง ฉีกฝอย
วิธีทำ
1. หั่นถั่วพลูเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วซอยหอมแดงพักไว้ แล้วทอดหอมแดงและกุ้งแห้งด้วยไฟอ่อน ๆ ระวังอย่าไหม้
2. ลวกกุ้งแช่บ๊วย และหมูสับจนสุก แล้วพักไว้
3. นำน้ำปลา น้ำมะนาว และน้ำตาลปี๊บผสมให้เข้ากัน บดจนน้ำตาลปี๊บละลาย จากนั้นใส่พริกขี้หนูสวนและถั่วพลูลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน
4. ใส่กุ้งแช่บ๊วยและหมูสับลงไป แล้วคลุกซ้ำอีกทีให้เข้าเครื่อง จากนั้นตักใส่จาน ตบท้ายด้วยการโรยหน้าด้วยหอมแดงทอดกรอบ กุ้งแห้งทอดกรอบ และมะพร้าวคั่ว ก็ยกเสริฟ

เครื่องปรุง

  1. กุ้งแห้ง
  2. กะปิอย่างดี
  3. พริกขี้หนูสวน
  4. น้ำตาลปี๊บ
  5. มะเขือพวง
  6. มะนาว
  7. กระเทียม
  8. หอมแดง

วิธีทำ

  1. บดหรือตำกุ้งแห้งให้ละเอียด จากนั้นตักขึ้นมาใส่ชามพักไว้
  2. โขลกกระเทียมกับหอมแดงให้ละเอียด ตามด้วยพริกขี้หนูสวน และ มะเขือพวงพอประมาณโขลกพอหยาบ
  3. ใส่กะปิ และน้ำตาลปี๊บ คลุกเคล้าให้เข้ากับข้อ 2
  4. ใส่มะนาว และ น้ำต้มสุก พอประมาณ
  5. นำกุ้งแห้งที่บดละเอียดจากข้อ 1 มาใส่และคลุกเคล้าให้เข้ากัน
  6. ชิมรส ปรุงตามชอบใจ ถ้าชอบเผ็ดอาจใส่พริกขี้หนูเพิ่มได้
  7. โรยด้วยเม็ดมะเขือพวงที่ไม่บุบ ให้สวยงาม

ส่วนผสมส้มตำไทย
มะละกอดิบ 1 ลูก
กระเทียม 5-6 กลีบ
พริกขี้หนู 5-6 เม็ด
มะเขือเทศผ่าครึ่ง 2 ลูก
ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
ถั่วฝักยาวหั่น 1 ฝัก
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว หรือ
น้ำมะขามเปียก 1/4 ถ้วย
น้ำตาลปีป 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำอาหาร ส้มตำไทย
1.ปลอกมะละกอ และล้างด้วยน้ำให้สะอาด แล้วทำการเฉาะและสับ แล้วใช้มีด ฝานให้เป็นเส้นๆ หรืออาจใช้ที่ไสมะละกอก็ได้
2.ใส่กระเทียมและพริกขี้หนู ลงในครก แล้วตำให้พอแตก
3.ใส่มะเขื่อเทศ, ถั่วลิสง, ถั่วฝักยาว, กุ้งแห้ง แล้วตำให้เข้ากัน
4.ใส่มะละกอ และ เครื่องปรุงที่เหลือ แล้วตำเบาๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ